วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2554

สื่อสิ่งพิมพ์


1.ความหมายของสื่อสิ่งพิมพ์
ความหมายของ  "สื่อ"
    พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ความหมายคำว่า "สื่อ" ว่า หากเป็นคำกริยา หมายถึง การทำการติดต่อให้ถึงกัน ชักนำให้รู้จักกัน ในกรณีที่เป็นคำนาม หมายถึง ผู้หรือสิ่งของที่ทำให้การติดต่อให้ถึงกันหรือชักนำให้รู้จักกัน

    ความหมายของสื่อสิ่งพิมพ์
    พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 ได้ให้ความหมายไว้ว่า สิ่งพิมพ์ หมายถึง สมุด แผ่นกระดาษ หรือวัตถุใด ๆ ที่พิมพ์ขึ้น รวมตลอดทั้งบทเพลง แผนที่ แผนผัง แผนภาพ ภาพระบายสี ใบประกาศ แผ่นเสียง หรือสิ่งอื่นใดอันมีลักษณะเช่นเดียวกัน
2.ลักษณะเฉพาะของสื่อสิ่งพิมพ์
2.1 สื่อสิ่งพิมพ์เป็นสื่อที่มีความคงทนถาวร
                สื่อสิ่งพิมพ์เป็นสื่อที่ถูกนำมาใช้ในการเก็บหลักฐานข้อมูลทางประวัติศาสตร์หลายอย่าง เช่น สมุดข่อย คำสอนในพระคัมภีร์ต่างๆ รวมถึงแม่บทกฎหมายต่างๆ ก็ล้วนแต่ผลิตเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ทั้งสิ้น เพราะสื่อสิ่งพิมพ์เป็นหลักฐานที่ดีและสามารถนำมาใช้ยืนยันเหตุการณ์ในอดีตได้เป็นอย่างดี
2.2 สื่อสิ่งพิมพ์เป็นสื่อที่สามารถเปิดอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
                เนื่องจากสื่อสิ่งพิมพ์เป็นสื่อที่ให้ความรู้ในตัว ไม่ต้องใช้รวมกับอุปกรณ์ใดๆ ผู้ใช้จึงสามารถใช้สื่อได้อย่างสะดวก อีกทั้งปัจจุบันมีการผลิตรูปเล่มของสื่อให้ออกมาใช้ประโยชน์อย่างหลากหลาย สามารถพกพาได้สะดวกอีกด้วย
2.3 สื่อสิ่งพิมพ์เป็นสื่อที่สะดวกสบายต่อการพกพาไปในที่ต่างๆ
                เพราะรูปเล่มของสื่อสิ่งพิมพ์มีขนาดไม่ใหญ่นัก เช่น นิตยสารก็มีขนาดที่หลากหลาย ขนาดสี่หน้ายก  ขนาดแปดหน้ายก  และขนาดกระเป๋าหรือขนาดสิบหกหน้ายก เป็นต้น

2.4 สื่อสิ่งพิมพ์เป็นสื่อที่มีเนื้อหาสาระละเอียดและให้สาระได้มากกว่าสื่ออื่น
                เนื่องจากสิ่งพิมพ์เป็นสื่อที่ต้องใช้จินตนาการของผู้อ่านในการทำความเข้าใจ เนื้อหาส่วนใหญ่ผู้เขียนจึงต้องใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย และอธิบายความหมายไว้อย่างละเอียด เพื่อให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจ
2.5 สื่อสิ่งพิมพ์เป็นสื่อที่สามารถโน้มน้าวหรือจูงใจผู้อ่านให้คล้อยตามได้มากกว่าสื่ออื่น
                สื่อสิ่งพิมพ์หลายอย่างจะมีเนื้อความรู้ ความคิดเห็น ตามความสนใจของผู้อ่านภาษาและลีลาที่ผู้เขียนนำมาใช้จึงมีสำนวนที่ผู้อ่านเกิดความคล้อยตาม  เช่น บทวิจารณ์  นิยาย โฆษณาต่างๆ ซึ่งประโยคที่เป็นคำคล้องจองจึงเป็นข้อความที่ผู้อ่านชื่นชอบและสามารถจดจำได้นาน  อีกทั้งข้อมูลความรู้ที่ปรากฏในหนังสือส่วนใหญ่เขียนจากความรู้จริงของนักวิชาการ ผู้อ่านจึงเชื่อถือและคล้อยตามง่าย
2.6 สื่อสิ่งพิมพ์เป็นสื่อที่สามารถนำวิเคราะห์หรืออ่านทบทวนกี่รอบก็ได้
                เพราะข้อมูลและเนื้อหาภายในของสื่อสิ่งพิมพ์ถูกสร้างให้มีความคงทนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในทันทีทันใด สื่อสิ่งพิมพ์จึงสามารถนำอ่านทบทวนได้ตามความต้องการของผู้อ่าน  เช่น  หนังสือเรียนต่างๆ เป็นต้น
2.7 สื่อสิ่งพิมพ์เป็นสื่อที่เปิดโอกาสให้ผู้อ่านได้แสดงความคิดเห็นกับเนื้อหาได้อย่างเสรี
                สื่อสิ่งพิมพ์เป็นประเด็นข้อสงสัยของผู้อ่าน  ผู้อ่านแต่ละคนก็ย่อมมีความคิดเห็นที่หลากหลายต่อประเด็นปัญหานั้นๆ ตามระดับความรู้
2.8 สื่อสิ่งพิมพ์เป็นสื่อที่ช่วยให้ผู้อ่านสร้างจินตนาการ
                เนื่องจากสื่อสิ่งพิมพ์เป็นสื่อที่ผู้อ่านต้องใช้จินตนาการในการทำความเข้าใจ สื่อสิ่งพิมพ์ที่ให้เนื้อหาเพื่อความบันเทิงจึงสร้างจินตนาการที่หลากหลายให้แก่ผู้อ่าน



3.คุณสมบัติของสื่อสิ่งพิมพ์
คุณสมบัติของสื่อสิ่งพิมพ์แต่ละประเภท 
            1. หนังสือพิมพ์ เป็นสื่อที่สามารถจะนำข่าวสารไปถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างกว้างขวาง รวดเร็ว ฉับไว การส่งข่าวสาร การประชาสัมพันธ์หรือการโฆษณาจะส่งผลอย่างมีประสิทธิภาพอย่างมาก ข้อมูลข่าวสารจะส่งจากผู้ส่งผ่านหนังสือพิมพ์ไปยังผู้อ่านหรือผู้บริโภคได้อย่างทันทีทันใจ การประชาสัมพันธ์หรือการโฆษณาที่สามารถกำหนดตำแหน่งที่เหมาะสม ออกแบบนำเสนอข้อมูลได้อย่างพอดี แม้จะมีส่วนดีอยู่มากแต่ความจำเป็นก็ย่อมพึงมีอยู่เช่นกัน ซึ่งพอจะแยกแยะออกได้ ดังนี้
  1.1 ข้อดีของหนังสือพิมพ์ 
  1.1.1 หนังสือพิมพ์ออกสม่ำเสมอทุกวัน การนำเสนอข้อมูลจึงรวดเร็ว ทันใจ เป็นที่ยอมรับของคน ทั่วไป 
  1.1.2  ผู้บริโภคสามารถเลือกเวลาอ่านได้ และสามารถอ่านย้อนไปย้อนมาได้หลายครั้ง 
  1.1.3  สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตามวัตถุประสงค์ 
  1.1.4  ประหยัดงบประมาณเมื่อเทียบกับสื่ออื่น ๆ 
  1.1.5 สมารถสร้างสรรค์แนวข้อมูลได้เต็มที่ 
  1.2 ข้อจำกัดของหนังสือพิมพ์ 
   1.2.1 การเสนอข้อมูลของหนังสือพิมพ์มีความหลากหลาย บางครั้งอาจทำให้กลุ่มเป้าหมายมอง ผ่านหรือไม่ได้ให้ความสนใจเท่าที่ควร 
   1.2.2 มีความจำกัดเกี่ยวกับการพิมพ์และกระดาษที่ใช้พิมพ์ 
  1.2.3 ผู้อ่านส่วนมากอาจจะอ่านแล้วทิ้ง ทำให้ได้เห็นครั้งเดียว ไม่ช่วยย้ำความทรงจำ ยกเว้นการ นำเสนอแบบต่อเนื่อง 
  1.2.4 ในกรณีที่เป็นคอลัมน์ขนาดเล็กมักจะสูญเปล่า เพราะถูกมองผ่านไปอันเนื่องมาจากความหลาก หลายของสาระข้อมูล 
            2. นิตยสาร วารสารหรือนิตยสารที่ผลิตขึ้นเพื่อจัดวางจำหน่ายในท้องตลาดปัจจุบันมีหลายประเภท 
หลายขนาดและหลายรูปแบบ แล้วแต่วัตถุประสงค์ที่จัดทำขึ้น เช่น นิตยสารกีฬา นิตยสารผู้หญิง นิตยสารทางวิชาการ นิตยสารทางธุรกิจ หรือนิตยสารทั่วไป ถ้าพิจารณาจากชื่อนิตยสารดังกล่าวจะเห็นว่า นิตยสารแต่ละประเภทจะมีกลุ่มเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงมากกว่าหนังสือพิมพ์ ข้อดีและข้อจำกัดก็ย่อมมีความแตกต่างไปจากสัตว์อื่น ๆ ด้วยเช่นกัน 
  2.1 ข้อดีของนิตยสาร 
 2.1.1  นิตยสารแต่ละฉบับมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน การส่งข่าวสารข้อมูลจึงมีความแน่นอนตรงทิศทางที่วางไว้ 
 2.1.2  นิตยสารจะถูกหยิบมาอ่านยามว่าง อ่านได้หลายครั้ง การตอกย้ำข้อมูลมีโอกาสผ่านสายตาผู้อ่านมากขึ้น 
 2.1.3  การพิมพ์ประณีต สวยงาม ทำให้การเสนอข้อมูลได้เต็มที่ การสร้างสรรค์งานไม่มีข้อจำกัดจนเกินไป สามารถสร้างความสนใจได้มาก 
 2.1.4  สามารถสร้างความรู้สึกที่ดีแก่ผู้อ่าน เพราะบุคลิกของนิตยสารบางเล่มมีความสวยงามน่าสนใจ
 2.1.5  ค่าใช่จ่ายไม่สูงมากนักและได้รับความนิยมดีมาก 
  2.2 ข้อเสียของนิตยสาร 
  2.2.1 การเผยแพร่มีความจำกัดต่อกลุ่มผู้บริโภค นิตยสารแต่ละเล่มจะเจาะลึกกลุ่มเป้าหมายบางครั้งมีการเผยแพร่เฉพาะในเมืองไม่มีในชนบท 
 2.2.2  ขาดความฉับไวและไม่ทันต่อเหตุการณ์ทันที นิตยสารแต่ละเล่มใช้เวลาดำเนินการนาน 
 2.2.3  การพิมพ์อันประณีตทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำต้นฉบับสูง โดยเฉพาะการพิมพ์หลายสี 
3. สื่อโฆษณาทางไปรษณีย์   สื่อสิ่งพิมพ์ขนาดเล็กอันได้แก่ จดหมาย แผ่นพับ แผ่นปลิว แคตตาล็อค 
โปสการ์ดหรือโชว์การ์ด นิยมใช้ประชาสัมพันธ์หรือการเผยแพร่ข่าวสารข้อมูลต่าง ๆ โดยตรงหรือโดยทาง
ไปรษณีย์ สื่อประเภทนี้เน้นการเสนอข่าวสารถึงผู้รับโดยตรงโดยไม่แอบแฝงใด ๆ จึงเห็นได้ว่าสื่อนี้จะเป็นสื่อกลุ่มเดียวที่จะถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง แต่การพิจารณาเลือกใช้สื่อประเภทนี้ก็จะต้องตรวจสอบเงื่อนไขต่าง ๆ ด้วยเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามต้องการ 
 3.1 ข้อดีของสื่อทางไปรษณีย์ 
  3.1.1 สามารถเลือกสรรกลุ่มเป้าหมายและเสนอข้อมูลโดยตรงถึงได้มากที่สุด 
 3.1.2 สามารถตรวจสอบผลการตอบสนองต่อข่าวสารนั้นได้อย่างรวดเร็ว 
 3.1.3 ผู้รับสารมีความพึงพอใจและรู้สึกเป็นกันเอง
 3.1.4 สามารถสร้างความสนใจแก่ผู้รับสารได้อย่างเต็มที่ 
 3.1.5 ถ้าได้รับการออกแบบสื่ออย่างประณีตสวยงาม จะทำให้ผู้รับสารนั้นเก็บสื่อนั้นด้วยความ ชื่นชม ทำให้เกิดการเผยแพร่ หรือประชาสัมพันธ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม 
3.2 ข้อเสียของสื่อทางไปรษณีย์ 
 3.2.1  ต้องใช้ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง 
 3.1.2  มีความยุ่งยากในการเผยแพร่ให้ถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ 
 3.1.3  เกิดการสูญเปล่าเมื่อผู้รับไม่สนใจข่าวสารนั้น 
 4. ป้ายโฆษณา ป้ายโฆษณามีหลายลักษณะ และหลายขนาดแล้วแต่วัตถุประสงค์ของการนำไปใช้ 
ตั้งแต่ขนาดเล็กสำหรับติดในอาคารจนขนาดใหญ่สำหรับติดตั้งกลางแจ้งหรือบริเวณทั่วไป งานออกแบบแผ่นป้ายในปัจจุบันรียกร้องความสนใจได้ดี ผู้ออกแบบสามารถกำหนดรูปแบบได้อย่างอิสระ นิยมนำเอาเทคโนโลยีทางด้านอิเล็กทรอนิกส์เข้าช่วย ทำให้เกิดมิติ เกิดกรเคลื่อนไหวได้ด้วย 
 4.1 ข้อดีของแผ่นป้ายโฆษณา 
  4.1.1 ทำให้ครอบคลุมพื้นที่สูง เลือกติดตั้งเฉพาะแหล่งชุมชนได้ 
  4.1.2 ให้ความถี่ในการมองเห็นบ่อย เพราะจุดติดตั้งจะเป็นเส้นทางหรือบริเวณที่ต้องเดินผ่านไปมาเสมอ 
  4.1.3 สามารถดึงดูดความสนใจได้ดีมาก 
  4.1.4 ไม่มีความจำกัดเรื่องเวลาที่จะนำเสนอข้อมูล                                                                                
  4.1.5 ข้อความที่กะทัดรัดกลายเป็นจุดเด่นที่ทำให้เกิดการเน้นตัวอักษร และภาพลักษณ์เป็นที่จดจำได้ง่าย 
  4.2  ข้อเสียของแผ่นป้ายโฆษณา 
    4.2.1 การนำเสนอข้อมูลมีความจำกัดสูง ทำให้ขาดรายละเอียดเมื่อเทียบกับสื่ออื่น ๆ 
   4.2.2 กรณีที่มีตำแหน่งการติดตั้งไม่ดีนัก ย่อมได้รับความสนใจน้อย 
   4.2.3  ต้องการความปราณีตสูง ทำให้เสียค่าใช้จ่ายมาก 
    4.2.4 บางครั้งทำให้เสียบรรยากาศสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะสื่อบางชิ้นที่ออกแบบไม่สวย ไม่สะดุดตา 
             จะเห็นได้ว่าสื่อแต่ละประเภทย่อมมีศักยภาพที่แตกต่างกันไป ผู้ออกแบบจะต้องเข้าใจถึงลักษณะ
เฉพาะหรือข้อจำกัด เพื่อที่จะได้เป็นแนวคิดในการเลือกใช้และการออกแบบให้เหมาะสม สะดุดตาแก่ผู้พบ
เห็นได้อย่างเต็มที่ งานออกแบบจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนให้เกิดผลสำเร็จดังที่ตั้งใจไว้ นักออกแบบจะต้องศึกษาและพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนดำเนินการ





4.สภาพการณ์ที่เหมาะแก่การใช้สื่อสิ่งพิมพ์
การใช้สื่อพิมพ์เพื่อการศึกษาในการเรียนการสอนนั้น จำแนกได้เป็น 3 วิธี คือ
1.       ใช้เป็นแหล่งข้อมูล เกี่ยวกับวิชาที่เรียน
2.       ใช้เป็นวัสดุการเรียนร่วมกับสื่ออื่นๆ
3.       ใช้เป็นสื่อเสริมในการเรียนรู้และเพิ่มพูน ประสบการณ์
5.การบ่งใช้/วิธีการใช้สื่อสิ่งพิมพ์
1.       สิ่งพิมพ์ที่เขียนขึ้นในลักษณะของหนังสือตำราใช้เพื่อการศึกษาในระบบโรงเรียนตามหลักสูตร
2.     สิ่งพิมพ์ที่เขียนขึ้นในลักษณะบทเรียนสำเร็จรูปเพื่อง่ายต่อการศึกษาด้วยตนเอง เหมาะสำหรับ
ใช้ในการศึกษาทางไกลร่วมกับสื่ออื่นๆ เช่น โทรทัศน์ เทปเสียงสรุปบทเรียน และการสอนเสริม เป็นต้น
3.       สิ่งพิมพ์เสริมการเรียนการสอน เช่น แบบฝึกปฏิบัติคู่มือเรียน ฯลฯ อาจใช้ร่วมกับสื่อ
บุคคลหรือสื่อมวลชนประเภทอื่นๆ ได้
4.     สิ่งพิมพ์ทั่วๆไป เช่น นิตยสาร หนังสือพิมพ์ฯลฯ ที่มีคอลัมน์หรือบทความที่ให้ประโยชน์ผู้สอนอาจแนะนำให้ผู้เรียนอ่านเพื่อเพิ่มพูน ความรู้หรือเพื่อนำมาใช้อ้างอิงประกอบการค้นคว้า
5.     สิ่งพิมพ์ ประเภทภาพชุด เป็นการให้ความรู้ทางรูปธรรมเพื่อใช้ในการเสริมสร้างประสบการณ์
ทำให้ผู้เรียนเข้าใจเหตุการณ์เรื่องราวหรือสิ่งที่เป็นนามธรรมได้ชัดเจนขึ้น เช่น ภาพชุดชีวิตสัตว์
หรือภาพชุดพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นต้น (ส านักการศึกษา กรุงเทพมหานคร,     
9 กันยายน 2553)


6.ผลที่เกิดกับผู้ใช้สื่อ
- ครูผู้สอนสามารถทำได้เองมีวิธีทำไม่ยุ่งยาก ซับซ้อนเช่น ใบงาน ใบความรู้  เป็นต้น
- ครูผู้สอนสามารถสื่อสารกับผู้เรียนให้เข้าใจได้ง่าย เพราะสื่อสิ่งพิมพ์ใช้ง่ายไม่ยุ่งยาก
- ครูผู้สอนประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดหาเพราะราคาถูกและเก็บไว้ได้นาน สามารถเอามาอ่านซ้ำได้
7.ผลที่เกิดกับผู้เรียน
- ผู้เรียนสามารถอ่านซ้ำ  ทบทวน หรืออ้างอิงได้ ทำให้เป็นความรู้ที่ถาวร
- เป็นการเรียนรู้ที่ดีสำหรับผู้เรียน
- ทำให้ผู้เรียนรักการอ่านมากขึ้น
- ทำให้ผู้เรียนมีจินตนาการที่สร้างสรรค์
ข้อดีของสื่อสิ่งพิมพ์

1. เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างกว้างขวาง
2. เลือกกลุ่มเป้าหมายได้
3. รวดเร็วทันสมัย ทันเวลา
4. ค่าใช้จ่ายถูก
5. เป็นสื่อที่มีความน่าเชื่อถือ
6. สามารถส่งข่าวสารถึงกลุ่มเป้าหมาย หลายกลุ่มได้ในเวลาที่พร้อมกัน
7. สามารถออกแบบรูปแบบสื่อได้เต็มที่ เพราะไม่มีขีดจำกัดด้านเนื้อที่ ขนาด
8. สื่อมีอายุยาวนาน
9. มีความคงทนถาวร
10. มีความยืดหยุ่นสูง เพราะอาจเปลี่ยนแปลงเนื้อหา และงบประมาณของสถาบันได้ง่าย


 ข้อจำกัดของสื่อสิ่งพิมพ์
1. ไม่สามารถเข้าถึงผู้อ่านที่อ่านหนังสือไม่ออก หรือผู้สูงอายุที่สายตาไม่ดี
2. ผู้อ่านจะเลือกอ่านเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเขา
3. งบประมาณเป็นอุปสรรคในการจัดทำ
4. ยุบหรือเลิกง่าย
5. มีวัตถุประสงค์ไม่แน่นอน หรือขาดความรู้ที่น่าสนใจ
6. การเผยแพร่อยู่ในวงจำกัดเฉพาะกลุ่ม



สื่อมัลติมีเดีย


ความหมายของสื่อมัลติมีเดีย 
สื่อมัลติมีเดีย คือ  การใช้คอมพิวเตอร์ร่วมกับโปรแกรมซอฟต์แวร์ในการสื่อความหมายโดยการผสมผสานสื่อหลายชนิด เช่น ข้อความ กราฟิก (Graphic) ภาพเคลื่อนไหว (Animation) เสียง (Sound)  และวีดิทัศน์ (Video) เป็นต้น และถ้าผู้ใช้สามารถที่จะควบคุมสื่อให้นำเสนอออกมาตามต้องการได้จะเรียกว่า สื่อมัลติมีเดียปฏิสัมพันธ์  (Interactive Multimedia)  การปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้สามารถจะกระทำได้โดยผ่านทางคีย์บอร์ด (Keyboard) เมาส์ (Mouse) หรือตัวชี้ (Pointer) เป็นต้น การใช้สื่อมัลติมีเดียในลักษณะปฏิสัมพันธ์ก็เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถเรียนรู้หรือทำกิจกรรม รวมถึงดูสื่อต่างๆ ด้วยตนเองได้สื่อต่างๆ ที่นำมารวมไว้ในสื่อมัลติมีเดีย เช่น ภาพ เสียง วีดิทัศน์ จะช่วยให้เกิดความหลากหลายในการใช้คอมพิวเตอร์อันเป็นเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในแนวทางใหม่ที่ทำให้การใช้คอมพิวเตอร์น่าสนใจ และเร้าความสนใจ เพิ่มความสนุกสนานในการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น
สื่อมัลติมีเดียหมายถึง การนำสิ่งหลายๆประเภทมาใช้ร่วมกันทั้งวัสดุ อุปกรณ์และวิธีการ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดในการเรียนการสอน โดยการใช้สื่อแต่ละอย่างตามลำดับขั้นตอนของเนื้อหาและในปัจจุบันมีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ร่วมกันเพื่อการผลิตหรือการควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆในการเสนอข้อมูลทั้งตัวอักษร ภาพกราฟฟิก ภาพถ่าย ภาพเคลื่อนไหว แบบวีดีทัศน์
ลักษณะเฉพาะสื่อมัลติมีเดีย
ลักษณะสำคัญ 4 ประการของสื่อมัลติมีเดียเพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเองที่สมบูรณ์ ได้แก่
1. Information (สารสนเทศ)
หมายถึง เนื้อหาสาระ (content) ที่ได้รับการเรียบเรียงแล้วเป็นอย่างดี ซึ่งทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้หรือได้รับทักษะอย่างหนึ่งอย่างใดที่ผู้สร้างได้กำหนดวัตถุประสงค์ไว้ โดยอาจจะนำเสนอเนื้อหาในลักษณะทางตรงหรือทางอ้อมก็ได้
2. Individualization (ความแตกต่างระหว่างบุคคล)
การตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลทั้งจากบุคลิกภาพ สติปัญญา ความสนใจ พื้นฐานความรู้ คือลักษณะสำคัญของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน โดยผู้เรียนจะมีอิสระในการควบคุมการเรียนของตนเอง รวมทั้งการเลือกรูปแบบที่เหมาะสมกับตนเองได้ เช่น สามารถควบคุมเนื้อหา ควบคุมลำดับของการเรียน ควบคุมการฝึกปฏิบัติ หรือการทดสอบ เป็นต้น
3. Interaction (การมีปฏิสัมพันธ์)
เนื่องจากผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หากได้มีการโต้ตอบหรือปฏิสัมพันธ์กับผู้สอน ดังนั้น สื่อมัลติมีเดียเพื่อการศึกษาที่ออกแบบมาเป็นอย่างดีจะเอื้ออำนวยให้เกิดการโต้ตอบระหว่างผู้เรียนกับคอมพิวเตอร์ช่วยสอนอย่างต่อเนื่องและตลอดทั้งบทเรียน
การอนุญาตให้ผู้เรียนเพียงแต่คลิ๊กเปลี่ยนหน้าจอไปเรื่อยๆทีละหน้า ไม่ถือว่าเป็นปฏิสัมพันธ์ที่เพียงพอสำหรับการเรียนรู้ แต่ต้องมีการให้ผู้เรียนได้ใช้เวลาในส่วนของการคิดวิเคราะห์และสร้างสรรค์เพื่อให้ได้มาซึ่งกิจกรรมการเรียนนั้นๆ
4. Immediate Feedback (ผลป้อนกลับโดยทันที)
การให้ผลป้อนกลับนี้เป็นสิ่งที่ทำให้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนแตกต่างไปจากมัลติมีเดีย-ซีดีรอมส่วนใหญ่ ซึ่งได้มีการนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องราวของสิ่งต่างๆ แต่ไม่ได้มีการประเมินความเข้าใจของผู้เรียน ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของการทดสอบ แบบฝึกหัด หรือการตรวจสอบความเข้าใจในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง จึงทำให้มัลติมีเดีย-ซีดีรอมเหล่านั้น ถูกจัดว่าเป็น มัลติมีเดียเพื่อการนำเสนอข้อมูล (Presentation Media) ไม่ใช่คอมพิวเตอร์ช่วยสอน
คุณสมบัติสื่อมัลติมีเดีย
คุณสมบัติหลัก 2 ประการ คือ การควบคุมการใช้งาน และความสามารถในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้
1.             การควบคุมการใช้งานเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของระบบมัลติมีเดีย คือ ผู้ใช้ต้องสามารถควบคุมระบบและขั้นตอนการนำเสนอได้ง่ายไม่ซับซ้อน
2.             ความสามารถในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้ เป็นคุณสมบัติที่เพิ่มขึ้นมาพร้อมๆ กับพัฒนาการด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนรู้สามารถโต้ตอบกับคอมพิวเตอร์ในรูปแบบต่างๆ โดยคอมพิวเตอร์จะนำข้อมูลจากผู้ใช้ไปประมวลผล เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการโต้ตอบหรือการประเมิน ซึ่งจะช่วยให้การเรียนรู้ด้วยตนเองมีประสิทธิภาพและน่าสนใจขึ้น มัลติมีเดียปฏิสัมพันธ์ เป็นมัลติมีเดียที่เน้นการให้ผู้ใช้เป็นผู้ควบคุมการนำเสนอ การเลือกเส้นทางเดิน (Navigation) การโต้ตอบ การให้ความรู้ และกิจกรรมที่มีในบทเรียน วัตถุประสงค์เพื่อการเรียนการสอน และการฝึกอบรมเป็นหลัก หรือสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอนทั้งในและนอกระบบโรงเรียน ในการออกแบบโปรแกรม ผู้ออกแบบต้องนำความก้าวหน้า ด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์บูรณาการเข้ากับแนวคิด ทฤษฎีการเรียนรู้และจิตวิทยาการเรียนรู้เพื่อส่งทอดไปยังผู้เรียน โดยผู้เรียนสามารถควบคุมลำดับขั้นตอนการเรียนรู้ เลือกเนื้อหาการเรียน กิจกรรมการเรียน ตรวจสอบความก้าวหน้า และทดสอบความรู้ด้วยตนเอง ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการเรียนการสอนในชั้นเรียนปกติที่มีครูเป็นศูนย์กลางและเป็นผู้ควบคุมกิจกรรมการเรียนการสอน จะเห็นได้ว่าการเรียนการสอนโดยใช้มัลติมีเดียปฏิสัมพันธ์มีจุดเด่นอยู่ที่การควบคุมกิจกรรมการเรียน การควบคุมเวลาเรียน และการได้มีปฏิสัมพันธ์กับบทเรียนซึ่งจะส่งผลดีต่อการเรียนเป็นรายบุคคล และสอดคล้องกับทฤษฎีการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
ปัจจุบันการออกแบบมัลติมีเดียปฏิสัมพันธ์ได้รับการพัฒนาบนระบบคอมพิวเตอร์เพียงระบบเดียว เนื่องจากความมีประสิทธิภาพที่เท่าเทียมกับการนำมาต่อพ่วงร่วมกับระบบฮาร์ดแวร์อื่นๆ ทำให้มีความสะดวกในการใช้งานด้านการเรียนการสอนในชั้นเรียน หรือการเรียนการสอนแบบรายบุคคล ในวงการศึกษาทั่วไปเรียกสื่อประเภทนี้ว่า มัลติมีเดียปฏิสัมพันธ์เพื่อการเรียนการสอน (Interactive Multimedia Instruction หรือ IMI)

-                   เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามทศักยภาพ ตามความคิดและความสะดวก
-                   ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง
-                   ผู้สินสามารถใช้สื่อมัลติมีเดียเพื่อเนื้อหาใหม่ๆ เพื่อฝึกฝนและเพื่อสอนการแก้ปัญหาทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การนำไปใช้
-                   สนับสนุนการเรียนที่ไม่จำกัดแต่ในห้องเรียน อาจเรียนรู้ได้จาก ที่บ้าน ห้องสมุด หรือสภาพทดลอง
-                   ใช้กับผู้เรียนได้ทุกระดับอายุ และระดับความรูและที่สำคัญเหมาะกับผู้เรียน
สภาพที่เหมาะสมกับการใช้สื่อสื่อมัลติมีเดีย
-                   การเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนได้เสมือนจริง
-                   การเรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถสัมผัสได้ใกล้เคียงกับประสบการณ์
-                   ต้องการอธิบายรายละเอียดของข้อมูล เช่นการจำลองหุ่นเพื่อศึกษาอวัยวะต่างๆ
-                   สถานการณ์ที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองนอกห้องเรียน
ข้อบ่งใช้/วิธีใช้สื่อสื่อมัลติมีเดีย
ข้อควรคำนึงในการเลือกใช้สื่อมัลติมีเดีย
-  ความคุ้มค่า
- เลือกใช้ให้เหมาะสมกับลักษณะเฉพาะของสื่อ
- เลือกใช้ให้สัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ และจุดมุ่งหมาย โดยพิจารณาว่าสื่อนั้นต้องสัมพันธ์กับเนื้อหา และจุดมุ่งหมายที่จะนำเสนอ มีเนื้อหาถูกต้อง ทันสมัย น่าสนใจ และเป็นสื่อที่จะให้ผลต่อการเรียน การสอนมากที่สุด อีกทั้งเป็นสื่อที่เหมาะสมกับวัย ระดับชั้น ความรู้ และประสบการณ์ของผู้ศึกษา
- เลือกใช้ให้เหมาะกับกระบวนการเรียนการสอน เช่น นำสื่อนั้นมาใช้เป็น สื่อหลัก หรือ สื่อเสริม เป็นต้น
-  เลือกใช้ให้เหมาะกับขนาดของกลุ่มเป้าหมาย
- เลือกให้เหมาะสมกับทรัพยากรที่มี (สายโทรศัพท์ จำนวนเครื่อง ความเร็วโมเด็ม และทัศนคติของคน)
- เลือกใช้สื่อที่มีอยู่แล้วแทนการสร้างเอง หรือดัดแปลงสื่อที่มีอยู่แล้วให้ใช้ได้ดี และเหมาะสมมากยิ่งขึ้น เป็นต้น
ผลที่เกิดกับผู้ใช้สื่อสื่อมัลติมีเดีย
-                   ผู้สอนสามารถใช้สื่อ มัลติมีเดียเพื่อนสอนเนื้อหาใหม่เพื่อการฝึกฝน เพื่อเสนอสถานการณ์จำลองและเพื่อสอนการคิดแก้ปัญหาทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการนำไปใช้เป็นประการสำคัญ รูปแบบต่างๆดังกล่าวนี้ส่งผลดีต่อการเรียนรู้ วิธีการเรียนรู้และรูปแบบการคิดหาคำตอบ
-                   เทคโนโลยีสื่อมัลติมีเดีย สนับสนุนให้เราสามารถใช้สื่อมัลติมีเดียกับผู้เรียนได้ทึกระดับและความรู้ หลักสำคัญอยู่ที่การออกแบบให้เหมาะกับผู้เรียน
-                   สื่อมัลติมีเดียที่มีคุณภาพ นอกจากจะช่วยให้เกิดความคุ้มค่าใในการลงทุนของโรงเรียนหรือหน่วยงานแล้วความก้าวหน้าของระบบเครือข่าย ยังช่วยส่งเสริมให้การใช้สื่อมัลติมีเดียเป็นประโยชน์ต่อสถานศึกษาอื่นๆ


ผลที่เกิดกับผู้เรียนสื่อมัลติมีเดีย
-                   สื่อมัลติมีเดียเป็นสื่อการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองตามศักยภาพ ความต้องการและความสะดวกของตนเอง สามารถสร้างสถานการณ์จำลอง จำลองประสบการณ์ตลอดจนส่งเสริมให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง
-                   สื่อมัลติมีเดียช่วยสนับสนุนให้มีสถานที่เรียนรู้ไม่จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียนเท่านั้น ผู้เรียนว่างเรียนที่บ้านห้องสมุดหรือตามสภาพแวดล้อมอื่นๆ ตามเวลาที่ต้องการ
-                   ในปัจจุบันมีโปรแกรมช่วนสร้างบทเรียนที่ง่ายต่อการใช้งานทำให้บุคคลที่สนใจทั่วไปสามารถสร้างบทเรียนสื่อมัลติมีเดียใช้เองได้
จุดเด่นของสื่อมัลติมีเดีย

1. เทคโนโลยีด้านสื่อมัลติมีเดียช่วยให้การออกแบบบทเรียน ตอบสนองต่อแนวคิด และทฤษฎีการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งส่งผลโดยตรงต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวิจัยที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของสื่อมัลติมีเดียว่า สามารถช่วยเสริมการเรียนรู้ ทำให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้นได้
2. สื่อมัลติมีเดียในรูปแบบของซีดีรอม ใช้ง่าย เก็บรักษาง่าย พกพาได้สะดวก และสามารถทำสำเนาได้ง่าย
3. สื่อมัลติมีเดียเป็นสื่อการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองตามศักยภาพ ความต้องการ และความสะดวกของตนเอง สามารถสร้างสถานการณ์จำลอง จำลองประสบการณ์ ตลอดจนส่งเสริมให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง
4. ในปัจจุบันมีโปรแกรมช่วยสร้างบทเรียน (Authoring Tools) ที่ง่ายต่อการใช้งานทำให้บุคคลที่สนใจทั่วไปสามารถสร้างบทเรียนสื่อมัลติมีเดียใช้เองได้
5. ผู้สอนสามารถใช้สื่อมัลติมีเดียเพื่อสอนเนื้อหาใหม่ เพื่อการฝึกฝน เพื่อเสนอสถานการณ์จำลอง และเพื่อสอนการคิดแก้ปัญหา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการนำไปใช้เป็นประการสำคัญ รูปแบบต่างๆ ดังกล่าวนี้จะส่งผลดีต่อการเรียนรู้ วิธีการเรียนรู้ และรูปแบบการคิดหาคำตอบ
6. สื่อมัลติมีเดียช่วยสนับสนุนให้มีสถานที่เรียนไม่จำกัดอยู่เพียงห้องเรียน เท่านั้น ผู้เรียนอาจเรียนรู้ที่บ้าน ที่ห้องสมุด หรือภายใต้สภาพแวดล้อมอื่นๆ ตามเวลาที่ ตนเองต้องการ
7. เทคโนโลยีสื่อมัลติมีเดีย สนับสนุนให้เราสามารถใช้สื่อมัลติมีเดียกับผู้เรียนได้ ทุกระดับอายุ และความรู้ หลักสำคัญอยู่ที่การออกแบบให้เหมาะสมกับผู้เรียนเท่านั้น
8. สื่อมัลติมีเดียที่มีคุณภาพ นอกจากจะช่วยให้เกิดความคุ้มค่าในการลงทุนของโรงเรียน หรือหน่วยงานแล้ว ความก้าวหน้าของระบบครือข่าย ยังช่วยส่งเสริมให้การใช้สื่อมัลติมีเดียเป็นประโยชน์ต่อสถานศึกษาอื่นๆ อีกด้วย
จุดด้อยของสื่อมัลติมีเดีย
1. ถึงแม้ว่าขณะนี้ราคาของเครื่องคอมพิวเตอร์ และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์จะ ลดลงมากแล้วก็ตาม แต่การที่จะนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในวงการศึกษาในบางสถานที่นั้นจำเป็นต้อง มีการพิจารณากันอย่างรอบคอบเพื่อให้คุ้มกับค่าใช้จ่าย ตลอดจนการดูแลรักษาด้วย
2. การออกแบบสื่อมัลติมีเดียเพื่อการศึกษาที่มีคุณภาพเหมาะสมตามหลักทางจิตวิทยา และการเรียนรู้นับว่ายังมีน้อย เมื่อเทียบกับการออกแบบโปรแกรมเพื่อใช้ในวงการด้านอื่น ๆ ทำให้สื่อมัลติมีเดียเพื่อการศึกษามีจำนวน และขอบเขตจำกัดที่จะนำมาใช้ในการเรียนวิชาต่าง ๆ
3. ในขณะนี้ยังขาดอุปกรณ์ที่ได้คุณภาพมาตรฐานระดับเดียวกัน เพื่อให้สามารถใช้ได้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างระบบกัน
4. การที่จะให้ผู้สอนเป็นผู้ออกแบบสื่อมัลติมีเดียเพื่อการศึกษานั้นเป็นงานที่ต้องอาศัยเวลา สติปัญญา และความสามารถเป็นอย่างยิ่ง ทำให้เป็นการเพิ่มภาระของผู้สอนให้มีมากยิ่งขึ้น
5. คอมพิวเตอร์เป็นสื่อที่มีความยุ่งยากในการใช้งาน และความซับซ้อนของระบบการทำงานมาก เมื่อเทียบกับสื่ออื่นๆ
6. มีตัวแปรที่เป็นปัญหานอกเหนือจากการควบคุมมาก เช่น ไฟฟ้าขัดข้อง ระบบ Server เป็นต้น
7. เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับสื่อมัลติมีเดียมีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ทำให้ผู้ผลิตสื่อมัลติมีเดียต้องหาความรู้ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงเสมอ
8. ในการผลิตสื่อมัลติมีเดียนั้นต้องการทีมงานที่มีความชำนาญในแต่ละด้านเป็นอย่างมากอีกทั้งต้องมีการประสานงานกันในการทำงานสูง

สื่อประเภทเครื่องเสียง

1.ความหมายสื่อประเภทเครื่องเสียง
สื่อประเภทเสียง   (audio  materials  and  equipment)  เป็นวัสดุและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์            เพื่อการสื่อสารด้วยเสียง อุปกรณ์เครื่องเสียงจะใช้ถ่ายทอดเนื้อหาจากวัสดุแต่ละประเภทที่ใช้เฉพาะกับอุปกรณ์นั้นเพื่อเป็นเสียงให้ได้ยิน  เช่น  เครื่องเล่นซีดีใช้กับแผ่นซีดี  เครื่องเล่น/บันทึกเทปใช้กับเทปเสียง  หรืออาจเป็นอุปกรณ์ในการถ่ายทอดสัญญาณเสียงดัง  เช่น วิทยุที่รับสัญญาณเสียงจากแหล่งส่งโดยไม่ต้องใช้วัสดุใดๆในการนำเสนอเสียงและยังวัสดุอุปกรณ์ที่ช่วยในการถ่ายทอดและบันทึกเสียง ของผู้สอนและเสียงอื่น ๆ เพื่อจุดมุ่งหมายของการเรียนการสอน
2.ลักษณะเฉพาะของสื่อประเภทเครื่องเสียง
มีระบบการเพิ่มกำลังความดังของเสียงธรรมชาติเพื่อให้ผู้ฟังจำนวนมากสามารถได้ยินได้อย่างชัดเจนและให้ผู้ห่างไกลจากแหล่งกำเนิดเสียงได้ยินอย่างทั่วถึงกัน
3.คุณสมบัติเฉพาะของประเภทเครื่องเสียง
ที่ใช้เฉพาะกับอุปกรณ์นั้นเพื่อเป็นเสียงให้ได้ยิน  เช่น  เครื่องเล่นซีดีใช้กับแผ่นซีดี  เครื่องเล่น/บันทึกเทปใช้กับเทปเสียง  หรืออาจเป็นอุปกรณ์ในการถ่ายทอดสัญญาณเสียงดังเช่นวิทยุที่รับสัญญาณเสียงจากแหล่งส่งโดยไม่ต้องใช้วัสดุใดๆ

4.สภาพการณ์ที่เหมาะในการใช้สื่อประเภทเครื่องเสียง
1. ใช้ในการเรียนการสอนที่มีผู้เรียนจำนวนมากในห้องเรียนขนาดใหญ่  ซึ่ง     
     ผู้สอนไม่สามารถพูดให้ผู้เรียนได้ยินทั้งชั้นเรียน
2. ใช้ในกรณีที่มีการเรียนการสอนหลาย ๆ ห้องพร้อม ๆ กัน
3. ใช้ในห้องปฏิบัติการทางภาษา เพื่อใช้ในการฝึกทักษะการฟัง และพูด     
     เช่น ในการเรียนภาษาอังกฤษ
4. ใช้ในห้องปฏิบัติการด้านดนตรี

5.การบ่งใช้/วิธีการใช้สื่อประเภทเครื่องเสียง
ระบบเสียง
         1. ระบบเสียงโมโน (mono phonic sound system) หมายถึงการขยายเสียงที่ขยายเสียงเพียง 1ช่องเสียง ขยายเสียงเหมือนต้นกำเนิดเสียงเหมาะที่จะนำไปใช้ในการขยายเสียงพูดเสียงบรรยาย
         2. ระบบเสียงสเตอริโอ (stereo phonic sound system) หมายถึง การขยายเสียงที่ขยายเสียงตั้งแต่ 2 ช่อง เสียงขึ้นไป ขยายเสียงผิดเพี้ยนไปจากต้นกำเนิดเสียงในทางไพเราะ เหมาะที่จะนำไปใช้ในการขยายเสียงเพลง เสียงดนตรี ระบบเสียงสเตอริโอนั้น อาจสร้างขึ้นมาเป็นชนิด 2 ช่องเสียง (2 CH) คือช่องเสียงทางซ้าย (left channel) และช่องเสียงทางขวา (right channel) ซึ่งระบบนี้มนุษย์เรานิยมใช้ฟังกันมากเพราะตรงตามธรรมชาติของหูผู้ฟังคือ มี 2 หู หูซ้ายและหูขวา

6.ผลที่เกิดกับผู้ใช้สื่อประเภทเครื่องเสียง
-   ระยะกระจายเสียงกว้างและถ่ายทอดได้ในระยะไกลๆ ช่วยให้ผู้สอนไม่ต้องใช้เสียงของตนเองเกิความจำเป็น
-   ลดภาระของผู้สอนหรือผู้บรรยายในการเดินทางไปสอนในที่ต่างๆ
-   สามารถใช้กับผู้เรียนกลุ่มเล็กกลุ่มใหญ่  หรือรายบุคคล
-  สะดวกต่อการดำเนินการเรียนการสอนเพราะเรียกค้นข้อมูลเสียงได้รวดเร็ว
-  ผู้สอนสะดวกต่อการจัดหาต้นทุนการผลิตต่ำเพราะอุปกรณ์บางชนิดราคาถูกและสามารถใช้กับแบตเตอรี่ได้
-   ดึงดูดความสนใจผู้เรียนได้ดีทำให้ง่ายต่อการควบคุมผู้เรียนให้อยู่ในกรอบที่วางไว้



7.ผลที่เกิดกับผู้เรียนประเภทเครื่องเสียง
-   สามารถให้ความรู้แก่ผู้ที่ไม่สามารถอ่านเขียนได้จากใช้ทักษะในการฟังเพียงอย่างเดียว
-   เหมาะสำหรับการเรียนรู้ด้วยตนเองหรือกับกลุ่มย่อยช่วยในเรื่องการทบทวนบทเรียนเพราะการเปิด/ปิด/เดินหน้า  ย้อนกลับสามารถทำได้สะดวก
-   ผู้เรียนให้ความสนใจในกิจกรรมการเรียนมากขึ้น เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้อย่างยิ่ง
-  สะดวกต่อการนำมาใช้ในการเรียนรู้ ทุกที่ทุกเวลาเพราะบางชนิดมีขนาดเล็กกะทัดรัดเหมาะแก่การพกพา
จุดเด่นของสื่อประเภทเครื่องเสียง
1.       สามารถใช้กับผู้เรียนกลุ่มเล็กกลุ่มใหญ่  หรือรายบุคคลเพราะระยะกระจายเสียงกว้างและถ่ายทอดได้ในระยะไกลๆ
2.       เครื่องรับวิทยุราคาถูกและสามารถใช้กับแบตเตอรี่ได้ อีกทั้งสามารถใช้กับสื่ออื่น  เช่น  สิ่งพิมพ์ 
3.        ใช้ได้หลายสภาวการณ์  เช่น  ใช้ประกอบสไลด์  ใช้บันทึกเสียงที่ไม่สามารถฟังได้ทั่วถึง  เช่น  ฟังการเต้นของหัวใจ  เป็นต้น
4.         บันทึกเสียงประเภทต่างๆในระบบดิจิทัลที่ให้ความคมชัดมาก
5.          เรียกค้นข้อมูลเสียงได้รวดเร็วและมีความทนทานใช้งานได้นาน
จุดด้อยของสื่อประเภทเครื่องเสียง
1.             วิทยุต้องใช้ห้องที่ทำขึ้นเฉพาะเพื่อการกระจายเสียง
2.             บางชนิดผู้ฟังหรือเรียนต้องปรับตัวเข้าหารายการ  เนื่องจากผู้บรรยายไม่สามารถปรับตัวเข้าหาผู้ฟังได้
3.             บางชนิดเป็นการสื่อสารทางเดียวทำให้ผู้บรรยายไม่สามารถทราบปฏิกิริยาสนองกลับของผู้ฟัง
4.             การบันทึกเสียงที่คุณภาพดีจำเป็นต้องใช้ห้องและอุปกรณ์ที่ดีมีคุณภาพสูง
5.             ต้องมีความชำนาญพอสมควรในการตัดต่อเทปและต้องระมัดระวังในการเก็บรักษา
6.             บางชนิดไม่สามารถบันทึกได้ถ้าใช้แผ่น  CD-Rและ เครื่องเล่นมีราคาสูงกว่าเครื่องเล่นเทปเสียง